แชร์
กลับไปหน้าบทความ

ถอดบทเรียนสไตล์ "ชัชชาติ" สู่การบริหารห้องเรียนและโรงเรียนให้ได้ใจคน

Cover Image
สารบัญบทความ

    ถอดบทเรียนสไตล์ "ชัชชาติ"

    สู่การบริหารห้องเรียนและโรงเรียนให้ได้ใจคน

    จากผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยที่ 2 ที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสไตล์การทำงานแบบ "ลุยหน้างานและเน้นผลลัพธ์" คือสิ่งที่ซื้อใจประชาชนได้มหาศาล

    ในฐานะคนทำงานการศึกษา ผมลองมองย้อนกลับมาที่บริบทของพวกเรา แล้วพบว่าสไตล์การทำงานแบบนี้ มีบทเรียนที่ทรงพลังมากที่คุณครูและผู้บริหารสามารถนำมาปรับใช้ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนของเราได้ครับ

    1. สวมรองเท้าผ้าใบ แล้วลงไปคลุกคลีหน้างาน

    ภาพจำของผู้นำยุคใหม่คือคนที่ไม่ได้นั่งสั่งการอยู่แค่ในห้องแอร์ ในบริบทของโรงเรียน ผู้บริหารที่ได้ใจครู คือคนที่เดินสำรวจโรงเรียนทุกเช้า รับรู้ว่าอาหารกลางวันของเด็กเป็นอย่างไร หรือครูต้องปวดหัวกับภาระงานเอกสารมากแค่ไหน

    ส่วนในมุมของคุณครู มันคือการที่เราพร้อมจะเดินลงไปนั่งข้าง ๆ เด็กที่เรียนไม่ทันเพื่อน มากกว่าการยืนสอนอยู่แค่หน้ากระดานเพียงอย่างเดียว เพราะการอยู่หน้างานจะทำให้เราเห็นปัญหาที่แท้จริงเสมอ

    2. ซื้อใจด้วยความสำเร็จเล็ก ๆ

    บ่อยครั้งที่วงการศึกษาเรามักจะพูดถึงวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่หรือทักษะแห่งอนาคต จนบางทีเราลืมมองปัญหาพื้นฐานในแต่ละวัน แต่สิ่งที่ทำให้คนหน้างานรู้สึกว่าชีวิตเขาดีขึ้นจริง ๆ มักจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เช่น

    • พัดลมในห้องเรียนที่พังแล้วมีช่างมาซ่อมทันที
    • ห้องน้ำในโรงเรียนที่สะอาดขึ้น
    • การลดขั้นตอนงานเอกสารที่ไม่จำเป็นเพื่อคืนเวลาให้ครู

    การแก้ปัญหาเล็ก ๆ เหล่านี้ให้สำเร็จ คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความเชื่อใจที่แข็งแกร่งที่สุด

    3. สร้างพื้นที่ที่เสียงของทุกคนมีความหมาย

    จุดเด่นหนึ่งของการบริหารเมืองยุคใหม่คือ การเปิดช่องทางให้คนแจ้งปัญหาแล้วได้รับการแก้ไขจริง โรงเรียนเองก็ทำสิ่งนี้ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นกล่องรับความคิดเห็น หรือกลุ่มสนทนาออนไลน์ที่รับแจ้งปัญหาในโรงเรียน

    เมื่อนักเรียนหรือผู้ปกครองสะท้อนปัญหามา แล้วโรงเรียนมีการตอบสนองและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม มันคือการสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดว่า "โรงเรียนใส่ใจและรับฟังพวกเขาจริง ๆ"

    4. ทำให้เห็น มากกว่าสั่งให้ทำ

    ผู้นำที่คนศรัทธามักเป็นคนที่พูดน้อยแต่ลงมือทำ ในห้องเรียนก็เช่นเดียวกันครับ เด็กยุคนี้ไม่ได้เรียนรู้จากสิ่งที่ครูพร่ำบอกให้ทำ แต่เขาเรียนรู้จาก "สิ่งที่ครูเป็นให้เห็น"

    • ถ้าอยากให้เด็กรักการอ่าน เราต้องอ่านให้เขาเห็น
    • ถ้าอยากให้เด็กเคารพความแตกต่าง เราก็ต้องปฏิบัติต่อเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมให้ได้เสียก่อน

    บทสรุป

    ไม่ว่าเราจะเป็นผู้บริหารที่ดูแลคนทั้งโรงเรียน หรือเป็นคุณครูที่ดูแลเด็กในห้องเรียน หัวใจสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่นโยบายที่ซับซ้อนสวยหรู แต่คือการพร้อมที่จะ "สวมรองเท้าผ้าใบ" เดินเข้าไปรับฟังปัญหา และลงมือทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นและดีขึ้นในทุก ๆ วัน

    เพราะความเชื่อใจ... สร้างได้จากการลงมือทำครับ

    นายวิศวชิต หนุมาศ
    ผู้เขียน

    นายวิศวชิต หนุมาศ

    ครูแผนกวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ
    หัวหน้างานศูนย์ดิจิทัลและสื่อสารองค์กร
    วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช
    คัดลอกลิงก์เรียบร้อยแล้ว