11 เคล็ดลับ "คุมชั้นเรียน" ที่ไม่มีสอนในคณะครุศาสตร์ (ทำน้อยแต่ได้ผลมาก)
ในช่วงแรกของการเป็นครู หลายคนคงเคยเจอปัญหาเด็กนักเรียนทำผิดกฎซ้ำแล้วซ้ำเล่า สมมติว่าเป็นเรื่องการแอบเล่นมือถือในห้องเรียน เรามักจะทำตามที่เรียนมาหรือทำตามกฎของโรงเรียนเป๊ะๆ คือเดินเข้าไปหา แล้วบอกให้ส่งโทรศัพท์มาให้ครูอย่างสุภาพ แต่ผลลัพธ์คือ... นักเรียนกลับชักสีหน้าและแสดงความไม่พอใจใส่เรา
แต่เชื่อไหมครับว่า แค่เปลี่ยนวิธีการเล็กๆ น้อยๆ ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ครั้งต่อมาที่เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน แทนที่ครูจะ "ยืนค้ำศีรษะ" นักเรียนแล้วทวงมือถือ ครูลองเปลี่ยนมาเป็น "ย่อตัวลง" ให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเขา แล้วขอโทรศัพท์ ผลปรากฏว่าความตึงเครียดหายไป และนักเรียนยอมส่งโทรศัพท์ให้โดยดีไม่มีปัญหา
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎระเบียบที่ชัดเจนและการรู้จักเด็กเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่มันไม่ได้การันตีว่าห้องเรียนของคุณจะราบรื่นเสมอไป เมื่อเวลาผ่านไป ครูที่มีประสบการณ์จะเริ่มค้นพบเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ (ที่บางครั้งก็ดูแปลกๆ) ซึ่งช่วยให้พวกเขารับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าและจัดการพฤติกรรมนักเรียนได้ดีกว่าเดิม
และนี่คือ 11 เคล็ดลับการจัดการชั้นเรียนที่ไม่มีใครสอนคุณในตอนเรียนครู แต่สามารถนำไปใช้ได้ผลจริงครับ
1. ย่อตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกับนักเรียน
อย่างที่เกริ่นไปตอนต้น การปรับตำแหน่งร่างกายให้อยู่ในระดับเดียวกับนักเรียนมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะตอนที่คุณต้องคุยเรื่องซีเรียสหรือต้องการตักเตือนพฤติกรรม
แทนที่จะยืนค้ำโต๊ะ (ซึ่งตามหลักจิตวิทยาจะทำให้เด็กรู้สึกถูกคุกคามหรือถูกข่ม) ลองใช้วิธี ย่อเข่าลงข้างๆ โต๊ะ เลื่อนเก้าอี้มานั่งคุย หรือเรียกพวกเขามานั่งคุยที่โต๊ะของคุณ การทำแบบนี้ช่วยลดความรู้สึก "งัดข้อ" หรือการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจระหว่างครูกับศิษย์ มันส่งสัญญาณบอกเด็กๆ ว่า "ครูกับเธอกำลังแก้ปัญหานี้ไปด้วยกันนะ" และเมื่อคุยกันรู้เรื่อง การจะแตะมือ (High five) กันสักทีก็ดูเป็นธรรมชาติและเป็นกันเองมากขึ้น
2. ให้นักเรียนมีส่วนร่วมคิด "สัญญาณเรียกความสนใจ"
ครูไทยอาจจะคุ้นชินกับการใช้คำว่า "ปรบมือ 1 ครั้ง... ปรบมือ 5 ครั้ง" หรือ "หากว่าเรากำลังสบายจงตบมือพลัน" ซึ่งมันอาจจะใช้ไม่ได้ผลกับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย (เช่น เด็กมัธยม)
ลองเปลี่ยนระบบใหม่โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมดูครับ เช่น ให้ตัวแทนนักเรียนเป็นคนกำหนดสัญญาณเรียกความสนใจประจำสัปดาห์ อาจจะเป็นจังหวะเพลงฮิต ร้องเพลงท่อนฮุกแล้วให้เพื่อนร้องตอบ หรือเป็นประโยคฮาๆ สั้นๆ วิธีนี้จะช่วยทำให้นักเรียนรู้สึกมีส่วนร่วม ไม่เบื่อ และบางครั้งก็สร้างเสียงหัวเราะก่อนเริ่มเรียนได้ดีทีเดียว
3. ให้นักเรียนช่วยแจกคืนชิ้นงาน (ที่ไม่มีคะแนน)
เชื่อไหมครับว่า แค่การเรียกชื่อนักเรียนได้ถูกต้อง ก็ส่งผลดีต่อบรรยากาศในห้องเรียนอย่างมหาศาล สมองของเด็กจะตื่นตัวและรู้สึกมีส่วนร่วมทันทีที่ได้ยินชื่อตัวเอง
แต่บางครั้งครูก็จำชื่อเด็กไม่ได้ และเด็กบางคนก็จำชื่อเพื่อนในห้องไม่ได้ด้วยซ้ำ! เทคนิคคือ ลองให้นักเรียนช่วยเดินแจกเอกสารหรือชิ้นงานต่างๆ คืนเพื่อนในห้อง (ข้อควรระวัง: ต้องเป็นงานที่ ไม่มีคะแนน หรือร่องรอยการประเมินใดๆ เท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาการล้อเลียนหรือทำให้เด็กที่ทำคะแนนได้น้อยรู้สึกแย่) การทำแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยให้ทั้งครูและนักเรียนจำชื่อกันและกันได้เร็วขึ้น บรรยากาศในห้องก็จะสนิทสนมกันมากขึ้น
4. ใช้ "แรงกดดันเชิงบวก" จากเพื่อนฝูง
แน่นอนว่าวัยรุ่นมักจะแคร์สายตาเพื่อนๆ แต่ "แรงกดดันจากเพื่อน" (Peer Pressure) ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องแย่เสมอไป ครูสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างแยบยล
ตัวอย่างเช่น หากคุณใช้ Google Classroom หรือแพลตฟอร์มส่งงานอื่นๆ ลองเปิดหน้าจอโปรเจคเตอร์โชว์ "จำนวนคนที่ส่งงานแล้ว vs ยังไม่ส่ง" (โดยห้ามโชว์ชื่อเด็ดขาด) แล้วคอยอัปเดตสถานการณ์ให้ห้องดูเป็นระยะๆ ตัวเลขนี้จะกระตุ้นให้คนที่ยังไม่ส่งรีบทำงานให้เสร็จ
หรืออาจจะทำเป็นมินิเกมแข่งขันกันระหว่างห้องเรียน (เช่น ห้อง 1 ส่งงานเร็วกว่าห้อง 2 นะ ห้อง 2 จะยอมเหรอ?) แต่อย่ากดดันหนักเกินไปจนเด็กปั่นงานส่งแบบลวกๆ นะครับ ใช้แค่เป็นแรงสะกิดเบาๆ ก็พอ
5. กลยุทธ์ 2x10 สยบเด็กดื้อ
บางครั้งเราอาจจะรู้สึกว่าชั้นเรียนนี้สอนยากมาก คุมไม่อยู่เลย แต่ถ้ามองให้ลึกจริงๆ ปัญหาอาจจะมาจากเด็กหัวโจกแค่ 1-2 คนเท่านั้น และการที่เราต้องคอยดุ คอยเตือนพวกเขาบ่อยๆ ก็ทำให้บรรยากาศโดยรวมของห้องเสียไปด้วย
ลองใช้ "กลยุทธ์ 2x10" ดูครับ นั่นคือ การเข้าไปคุยกับเด็กที่มีปัญหาคนนั้น วันละ 2 นาที ติดต่อกัน 10 วัน (โดยคุยเรื่องทั่วไป เรื่องที่เขาสนใจ กีฬา เกม หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เรื่องเรียนและพฤติกรรมแย่ๆ)
งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับศิษย์ช่วยแก้ปัญหาพฤติกรรมได้ เมื่อเด็กรับรู้ว่าครูใส่ใจเขาในฐานะ "คนๆ หนึ่ง" ไม่ใช่แค่เด็กมีปัญหา พฤติกรรมต่อต้านจะลดลง และมันจะช่วยให้ภาพรวมของทั้งชั้นเรียนดีขึ้นตามไปด้วย
6. พูด "ขอบคุณ" ให้เป็นส่วนหนึ่งของคำสั่ง ไม่ใช่พูดทีหลัง
เวลาคุณสั่งให้นักเรียนทำอะไร เช่น "เก็บโทรศัพท์ด้วยครับ" หรือ "กลับไปนั่งที่ครับ" ลองเติมคำว่า "ขอบคุณ" ต่อท้ายลงไปในประโยคเดียวกันเลย เช่น "เก็บโทรศัพท์มือถือด้วยครับ ขอบคุณครับ"
การทำแบบนี้มีข้อดี 3 อย่างครับ:
- มันส่งข้อความว่า "ครูเชื่อใจนะว่าเธอจะทำตามที่ครูขอ"
- ช่วยลดความรู้สึกเผด็จการหรือการใช้อำนาจเหนือกว่า ซึ่งมักจะทำให้เด็กต่อต้าน
- คำว่า "ขอบคุณ" เป็นเหมือนการปิดบทสนทนา ทำให้เด็กไม่ต้องเถียงหรือตอบโต้กลับ ช่วยเลี่ยงการปะทะอารมณ์กลางห้องเรียนได้อย่างเนียนๆ
ข้อควรระวัง: น้ำเสียงคือหัวใจสำคัญ ต้องพูดด้วยความจริงใจ ไม่ใช่น้ำเสียงประชดประชันเด็ดขาด
7. เปลี่ยนจากคำว่า "แต่" เป็นคำว่า "และ"
รู้หรือไม่ครับว่า คำว่า "แต่" มักจะลบหล้างความรู้สึกดีๆ ของประโยคที่อยู่ข้างหน้ามันไปจนหมด
เวลาตรวจงานหรือตักเตือนพฤติกรรม หากเราพูดว่า "ครูดีใจนะที่เธอตั้งใจเรียนมากขึ้น แต่เธอก็ยังคุยเก่งเหมือนเดิมเลย" เด็กแทบจะไม่สนใจคำชมด้านหน้าเลย
ลองเปลี่ยนคำเชื่อมเป็นคำว่า "และ" ดูครับ เช่น "ครูดีใจนะที่เธอตั้งใจเรียนมากขึ้น และครูคิดว่าเรื่องการคุยในห้องเราต้องมาปรับปรุงกันอีกนิดนะ" การเปลี่ยนคำแค่นี้ จะช่วยให้เด็กเห็นว่าความจริงทั้งสองอย่างนั้นเกิดขึ้นพร้อมกันได้ (ครูชื่นชมเขา และ เขาก็ต้องปรับพฤติกรรม) ซึ่งเด็กจะเปิดใจรับฟังมากกว่า
8. แทนที่จะปฏิเสธว่า "ไม่" ลองใช้คำว่า "ทำอันนี้ก่อนได้ไหม..."
หนึ่งในกลวิธีหนีการเรียนยอดฮิตของเด็กๆ คือ การขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นตอนที่เด็กกำลังเบื่อ หรือไม่อยากทำงานที่อยู่ตรงหน้า
แทนที่จะตอบว่า "ไม่ได้" (ซึ่งจะนำไปสู่การงอแง) ลองเปลี่ยนมาใช้ประโยคที่ว่า "ขอครูเห็นงานสัก 3 บรรทัดก่อนได้ไหม แล้วเธอก็ไปได้เลย"
แน่นอนว่าบางทีเด็กก็ปวดท้องจริงๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะยอมตกลงและเริ่มลงมือเขียน และบ่อยครั้งที่พอพวกเขาเริ่มเขียนไปได้สักพัก เครื่องก็เริ่มติด รู้สึกดีกับงานตัวเองมากขึ้น แล้วจู่ๆ ความรู้สึก "ปวดห้องน้ำด่วน" ก็หายวับไปเฉยเลย!
9. ให้โอกาสเด็ก "ระบุ" พฤติกรรมของตัวเอง
สมมติว่ามีเด็กกำลังเดินเพ่นพ่านอยู่ในห้อง สัญชาตญาณแรกของครูมักจะสั่งว่า "สมชาย กลับไปนั่งที่เดี๋ยวนี้!" ซึ่งเป็นการออกคำสั่งแบบสั่งการจากเบื้องบน และเด็กมักจะชอบดื้อแพ่งต่อต้าน
ลองเปลี่ยนวิธีด้วยการเดินเข้าไปใกล้ๆ (พูดให้เบาที่สุดเพื่อรักษาหน้าเด็ก) แล้วถามว่า "สมชายครับ เธอคิดว่าตอนนี้พฤติกรรมอะไรของเธอที่ต้องปรับเปลี่ยนครับ?" วิธีนี้เป็นการโยนความรับผิดชอบกลับไปที่ตัวเด็ก ให้เขาทบทวนตัวเองและพูดออกมาเองว่าควรทำอะไร (คุณอาจจะเสริมด้วยเทคนิคข้อ 6 เข้าไปว่า "ขอบคุณมากครับ" ล่วงหน้า เมื่อเด็กนึกออกและกำลังจะเดินกลับไปนั่งที่)
10. ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง (Lead by Example)
คุณ Tyler Rablin เล่าว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้วเขาออกกฎให้นักเรียนทุกคนต้องเอามือถือมาเสียบไว้ในช่องเก็บโทรศัพท์หน้าห้องก่อนเริ่มเรียน เขาเดาไว้แล้วว่าเด็กต้องบ่นแน่ๆ เขาจึงทำช่องแรกสุดเขียนชื่อตัวเขาเอง และ เขาก็เสียบโทรศัพท์ของตัวเองลงไปก่อนเป็นคนแรกในทุกๆ คาบ
เด็กๆ แทบจะไม่มีใครต่อต้านกฎนี้เลย เพราะครูทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง (แถมเด็กยังชอบแซวเตือนเวลาครูลืมเสียบด้วย)
หลักการนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องครับ ถ้าคุณกำหนดให้เป็นเวลา "อ่านหนังสือเงียบๆ 10 นาที" ครูก็ควรจะหยิบหนังสือขึ้นมานั่งอ่านเงียบๆ กับเด็กด้วย ไม่ใช่เอาเวลานี้ไปนั่งไถมือถือหรือตรวจงาน การทำให้ดูเป็นตัวอย่างคือการส่งข้อความว่า "สิ่งนี้สำคัญมาก ขนาดครูเองยังต้องทำเลย"
11. ฝึกวิชา "ช่างสังเกต" (มองหาแง่มุมบวก)
เทคนิคนี้เหมาะสำหรับช่วงเวลาที่คุณกำลังเหนื่อยหน่ายกับห้องเรียนบางห้องจนไม่อยากจะเดินเข้าสอน เมื่อเราตั้งแง่ลบกับห้องไหน เราก็จะมองเห็นแต่ความวุ่นวาย จนลืมมองเห็นสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในห้องนั้น
วิธีแก้คือ: ลองแปะกระดาษโพสต์-อิท (Sticky Note) ไว้ที่โต๊ะ แล้วตั้งเป้าว่า จะเขียนข้อดีของเด็กในห้องนี้ให้ได้วันละ 3 ข้อทุกวัน ต่อมาอาจจะอัปเลเวล เป็นการเขียนคำชื่นชมสั้นๆ ลงโพสต์-อิท 3 ใบ แล้วเอาไปแปะให้เด็ก 3 คนทุกวัน เช่น "ขอบใจนะที่วันนี้ช่วยสอนการบ้านเพื่อนข้างๆ" หรือ "ขอบใจนะที่เล่นมุกตลกให้ห้องเรามีรอยยิ้ม" (พยายามวนให้ครบทุกคนในห้อง)
เทคนิคนี้ไม่ได้แค่เปลี่ยนพฤติกรรมเด็กนะครับ แต่มันเปลี่ยน "กรอบความคิด" ของครูเองด้วย มันบังคับให้เรามองหาจุดดีของนักเรียน ซึ่งช่วยเยียวยาจิตใจครูและสร้างบรรยากาศบวกๆ ในห้องเรียน มีเด็กหลายคนที่เก็บกระดาษโพสต์-อิทเล็กๆ ของครูแปะไว้ที่สมุดโน้ตข้ามปีเลยทีเดียว เพราะมันมีค่าต่อจิตใจของพวกเขามาก
บทสรุป: การจัดการชั้นเรียน (Classroom Management) ไม่ใช่เรื่องของการควบคุมหรือใช้อำนาจเหนือกว่า แต่มันคือเรื่องของ "การสร้างความสัมพันธ์" ความชัดเจน และการสร้างกิจวัตรที่ทำให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัยและสบายใจที่จะเรียนรู้ ลองนำเคล็ดลับเล็กๆ 11 ข้อนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ รับรองว่าห้องเรียนของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน!