แชร์
กลับไปหน้าบทความ

6 กิจกรรมเพื่อทำความรู้จักนักเรียนให้ดีขึ้น แล้วพวกเขาจะอยากเข้าเรียนทุกวัน

Cover Image
สารบัญบทความ

    รู้จักนักเรียนให้ลึกขึ้น ด้วย 6 กิจกรรมที่เปลี่ยนห้องเรียนให้มีชีวิต

    นักเรียนที่รู้สึกว่าตัวเองถูก "มองเห็น" จะเรียนดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น และไม่หนีห้องเรียนไปไหน

    ครูหลายคนมักทำกิจกรรมทำความรู้จักนักเรียนแค่ในสัปดาห์แรกของเทอม จากนั้นก็วิ่งเข้าสู่บทเรียนตามแผนการสอนทันที แต่นักการศึกษาและนักวิจัยหลายคนบอกว่า นั่นยังไม่พอ

    การเข้าใจตัวตนของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นความชอบ ความฝัน ประสบการณ์ชีวิต หรือสิ่งที่พวกเขาให้คุณค่า มีผลโดยตรงต่อความผูกพันกับห้องเรียนและผลการเรียน งานวิจัยจาก David Yeager, Angela Duckworth และทีมนักวิจัย ยืนยันว่า นักเรียนที่รู้จักตัวเองและมีจุดมุ่งหมายชัดเจน สามารถตั้งเป้าหมายได้ดีกว่าและไม่ท้อแท้ง่าย

    ด้านล่างนี้คือ 6 กิจกรรม ที่ครูในสหรัฐฯ นำมาใช้จริงในห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักตัวเองมากขึ้น และให้ครูได้เข้าใจนักเรียนแต่ละคนอย่างแท้จริง

    1. เขียนเรียงความ "กฎของชีวิต" (Laws of Life)

    ต้นปี 2000 ครูในย่านยากจนของรัฐนิวเจอร์ซีย์ ได้ให้นักเรียนมัธยมเขียนเรียงความง่ายๆ ในหัวข้อว่า "อะไรคือหลักการและคุณค่าที่ชี้นำชีวิตของคุณ?"

    กิจกรรมนี้เรียกว่า "Laws of Life" ริเริ่มโดยนักการกุศล John Templeton และกลายเป็นโครงการที่แพร่หลายไปทั่วโลก เพราะมันช่วยให้นักเรียนค้นพบตัวตน จุดมุ่งหมาย และความเป็นไปได้ในชีวิตของตัวเอง

    วิธีนำไปใช้:

    • ให้นักเรียนทบทวนอดีตทั้งในและนอกห้องเรียน ว่าอะไรหรือใครทำให้พวกเขาเป็นแบบนี้
    • ใช้คำถามกระตุ้น เช่น "ใครคือคนที่คุณชื่นชม และเขามีคุณสมบัติอะไร?" หรือ "เล่าเหตุการณ์ที่คุณเรียนรู้บทเรียนแบบยากๆ สักครั้ง"
    • ให้นักเรียนเขียนเรียงความ หรือจะเลือกทำวิดีโอและสื่อมัลติมีเดียก็ได้
    • ปลายเทอมให้กลับมาอ่านอีกครั้ง แล้วถามตัวเองว่า "อะไรเปลี่ยนไป และอะไรยังเหมือนเดิม?"

    2. วาดภาพ "อัตลักษณ์ตัวเอง" (Identity Charts)

    ครูมัธยม Shana White ต้องการให้นักเรียนทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีที่ยืนในห้องเรียน เธอจึงสร้างกิจกรรมที่ให้นักเรียนสำรวจ "ตัวตน" ของตัวเอง

    เธอเริ่มด้วยการอธิบายว่า อัตลักษณ์มีทั้งแบบที่มองเห็นได้ เช่น อายุ และแบบที่มองไม่เห็น เช่น ประสบการณ์ชีวิต จากนั้นเธอนำรูปถ่ายเพื่อนๆ มาให้นักเรียนลองเดาว่าแต่ละคนเป็นคนแบบไหน ก่อนเฉลยความจริง และนำไปสู่การพูดคุยเรื่องการตัดสินคนจากหน้าตาหรือพฤติกรรม

    ขั้นตอนที่ทำได้ในห้องเรียน:

    • ให้นักเรียนอ่านบทตอนหนึ่งจากหนังสือ The House on Mango Street ที่ตัวละครหลักพูดถึงชื่อของตัวเองและความหมายที่ซ่อนอยู่
    • สร้าง "แผนที่อัตลักษณ์" ของตัวละคร จากนั้นให้สร้างของตัวเองโดยใช้ภาพใบหน้า ครึ่งหนึ่งแสดงสิ่งที่มองเห็นได้ อีกครึ่งแสดงสิ่งที่มองไม่เห็น
    • นำมาแชร์ในชั้นเรียน

    3. สำรวจความสนใจด้วย "คำถามชีวิต" (Student Inventories)

    วิธีที่เร็วและตรงที่สุดในการรู้จักนักเรียน คือการถาม

    ให้นักเรียนเติมประโยค "ฉันเป็นคนที่..." ต่อ 20 ครั้ง หรือตอบคำถามสั้นๆ ที่ขุดลึกกว่าแค่ชื่อและอายุ เช่น:

    • "อะไรในโลกนี้ที่ทำให้คุณรำคาญมากที่สุด?"
    • "อะไรที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณ?"
    • "หลังจบการศึกษา คุณฝันอยากทำอะไร?"

    Rebecca Alber นักการศึกษาจากแคลิฟอร์เนีย แนะนำว่าให้มองหา รูปแบบ ในคำตอบของนักเรียน แล้วนำมาออกแบบกิจกรรมหรือเชื่อมโยงเนื้อหาการเรียนเข้ากับสิ่งที่พวกเขาสนใจจริงๆ เพราะ "นักเรียนต้องการเห็นว่าการเรียนรู้เชื่อมกับชีวิตจริงของพวกเขายังไง"

    4. เขียนบล็อกเรื่องที่รัก (Passion Blogging)

    ครูภาษาอังกฤษ Allison Berryhill เจอปัญหาที่ครูหลายคนน่าจะคุ้นเคย นักเรียนเขียนบทวิเคราะห์วรรณกรรมแล้วติด หรือเขียน free-writing ออกมาเป็นบ่นพร่ำเปื่อยอ่านไม่รู้เรื่อง เธอจึงลองให้นักเรียน เขียนในสิ่งที่พวกเขารัก

    ขั้นตอน:

    • ให้วาด "แผนที่หัวใจ" รูปหัวใจใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยภาพและคำที่แทนสิ่งที่รัก
    • เลือก 1-2 หัวข้อแล้วค้นคว้าเพิ่มเติมจากบทความ รูปภาพ และวิดีโอ
    • เขียนบล็อกในแบบของตัวเอง พร้อมเรียนรู้เรื่องการอ้างอิงแหล่งที่มาไปด้วย
    • อ่านบล็อกของเพื่อนร่วมชั้นแล้วให้ feedback

    หัวข้อบล็อกที่นักเรียนเลือกมีตั้งแต่การล่าสัตว์ป่า ไปจนถึงการอดอาหารประท้วงและการปีนเขา กิจกรรมนี้ไม่กดดัน แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักเรียนพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิเคราะห์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

    5. ถ่ายรูป ทำวิดีโอ และพ็อดแคสต์เรื่องชีวิตตัวเอง

    เครื่องมือดิจิทัลไม่ได้มีไว้แค่เรียนออนไลน์ มันยังเป็นช่องทางให้นักเรียนแสดงตัวตนได้อย่างสร้างสรรค์

    ครู Wendy McElfish ในแคลิฟอร์เนียได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายสมัยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของ Dorothea Lange เธอจึงให้นักเรียนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วถ่ายรูปชีวิตของตัวเอง โดยใช้ธีมต่างๆ เช่น "ชีวิตหน้าบ้าน" "มุมมองผ่านหน้าต่าง" หรือ "ภาพครอบครัวที่ระเบียง"

    เธอบอกว่า "เด็กหลายคนเขียนหนังสือไม่เก่ง แต่พวกเขามีสายตาและมีเสียง พวกเขาสามารถบอกโลกว่า 'นี่คือสิ่งที่ฉันเห็น'"

    ส่วนครู Lori Wenzinger ในเซาท์แคโรไลนา จับมือกับช่างภาพมืออาชีพสร้างโครงการ 3 สัปดาห์ชื่อ "Finding Your Joy" ให้นักเรียนถ่ายรูปช่วงเวลาแห่งความสุขในชีวิตประจำวัน แล้วนำมาแชร์และคัดเลือกภาพที่ชื่นชอบ

    6. เกม Ice Breaker และการชื่นชมที่แท้จริง

    บางครั้งกิจกรรมเล็กๆ ที่ทำสม่ำเสมอ มีผลมากกว่าโปรเจกต์ใหญ่ที่ทำครั้งเดียว

    ครู Trevor Boffone ในเท็กซัสให้นักเรียนส่งเพลงโปรดมาตั้งแต่ต้นปี แล้วเปิดเพลงจากลิสต์ของนักเรียนทุกต้นชั่วโมง เล็กน้อยแต่ทำให้นักเรียนรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย

    ครู Cathleen Beachboard ในเวอร์จิเนีย มีกิจกรรม "Three Cool Things I've Seen" ที่เธอทำทุกสัปดาห์ โดยหยิบสิ่งที่สังเกตเห็นในตัวนักเรียนแต่ละคนมาพูดชมต่อหน้าชั้น เธอบอกว่า "ยิ่งให้การชื่นชมที่จริงใจมากเท่าไร นักเรียนก็ยิ่งอยากมีส่วนร่วมมากขึ้นเท่านั้น"

    สรุป: การเรียนรู้ที่ดีเริ่มต้นจากการ "รู้จัก"

    ทั้ง 6 กิจกรรมนี้ไม่ได้ต้องการงบประมาณพิเศษหรืออุปกรณ์ราคาแพง สิ่งที่ต้องการคือ เจตนาที่จะมองเห็นนักเรียนในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่แค่ชื่อในสมุดเช็คชื่อ

    เมื่อนักเรียนรู้ว่าครูรู้จักและสนใจพวกเขาจริงๆ ห้องเรียนจะเปลี่ยนจากสถานที่ที่ต้อง "ทน" ไปอยู่ เป็นสถานที่ที่อยากกลับมาทุกวัน

    TaRangRian

    เขียนโดย ทีมงาน TaRangRian

    เราคือทีมพัฒนาระบบจัดตารางเรียนอัจฉริยะสำหรับสถานศึกษาไทย หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของท่าน

    คัดลอกลิงก์เรียบร้อยแล้ว