แชร์
กลับไปหน้าบทความ

ครูก็มีสิทธิ์ "ปิดโทรศัพท์" เหมือนกัน

Cover Image
สารบัญบทความ

    ครูก็มีสิทธิ์ "ปิดโทรศัพท์" เหมือนกัน

    ลองนึกภาพครูคนหนึ่งนั่งกินข้าวเย็นกับครอบครัว แต่มือก็ยังคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจข้อความ เพราะกลัวว่าจะมีผู้ปกครองหรือผู้อำนวยการส่งข้อความมา นั่นไม่ใช่ความขยันหมั่นเพียร นั่นคือสัญญาณว่า "เส้นแบ่งชีวิต" ของครูคนนั้นได้หายไปแล้ว

    1. เทคโนโลยีไม่ได้ช่วยครู — มันกำลังกลืนกินชีวิตครู

    ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ครูต้องแบกรับงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน ชั้นเรียนใหญ่ขึ้น เอกสารมากขึ้น และสังคมก็คาดหวังให้โรงเรียนรับผิดชอบเรื่องที่เคยเป็นหน้าที่ของครอบครัวมากกว่าเดิม แต่สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิมอย่างรวดเร็วก็คือ สมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ต

    นักวิจัยเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า "Techno-invasion" หรือ "การบุกรุกจากเทคโนโลยี" ซึ่งหมายถึงการที่งานค่อย ๆ ไหลล้นเข้ามาในเวลาส่วนตัวผ่านหน้าจอมือถือ ครูหลายคนรู้สึกว่าตัวเองต้องพร้อม "on call" ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งที่ไม่ได้รับค่าแรงเพิ่มแม้แต่บาทเดียว

    ครั้งหนึ่ง วิชาชีพครูเคยมีข้อดีอย่างหนึ่ง นั่นคือเงินเดือนอาจไม่สูง แต่แลกมาด้วยเวลาส่วนตัวที่ดีกว่าภาคเอกชน แต่ทุกวันนี้ ด้วยกระแสการวัดผลคะแนนสอบ การประเมินครู และวัฒนธรรม "พร้อมตอบสนองตลอดเวลา" ข้อดีนั้นก็หายไปแล้ว โดยที่เงินเดือนก็ไม่ได้ขึ้นตามมา

    2. แค่มีโทรศัพท์วางอยู่บนโต๊ะ ก็ทำให้สมองทำงานแย่ลงแล้ว

    สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ "จำนวนข้อความที่ต้องตอบ" แต่คือ ความรู้สึกว่าอาจมีข้อความเข้ามาเมื่อไหรก็ได้ ซึ่งตัวความรู้สึกนั้นเองก็เป็นการรุกรานพื้นที่ส่วนตัวแล้ว

    งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกปี 2017 พบว่า แค่การวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะโดยหงายหน้าจอลง หรือแม้แต่ปิดเครื่องไว้ ก็ยังทำให้ความสามารถทางการคิดลดลง เพราะสมองส่วนหนึ่งยังคงใส่ใจกับโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา วิธีเดียวที่ได้ผลจริงคือ "เอาโทรศัพท์ออกไปไว้ในห้องอื่น"

    สำหรับครู ปัญหานี้หนักกว่าคนทั่วไป เพราะนอกจากข้อความจากเพื่อนร่วมงานหรือผู้บริหารแล้ว ยังมีข้อความจากผู้ปกครองและนักเรียนที่ส่งมาทุกเวลา การที่ครูรู้สึกว่า "ถ้าไม่ตอบเดี๋ยวนี้ จะดูเป็นคนไม่รับผิดชอบ" คือกับดักทางจิตใจที่แยบยลมาก

    "เราอาจรู้สึกว่าถ้าไม่ทำงานนี้ให้เสร็จ นักเรียนจะเดือดร้อน แต่ถ้าเราเหนื่อยล้าจนหมดแรง สุดท้ายก็จะไม่มีงานชิ้นไหนที่เสร็จได้เลย" — John McCarthy, อดีตครูและที่ปรึกษาการศึกษา

    3. เทคโนโลยีในห้องเรียน: เครื่องมือดี แต่ไม่มีใครสอนใช้

    โรงเรียนนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นแอปจัดการชั้นเรียน ระบบการเรียนออนไลน์ ซอฟต์แวร์ประชุมทางวิดีโอ หรือเครื่องมือออกแบบบทเรียน แต่ ไม่มีการฝึกอบรมที่เพียงพอ

    นักวิจัยที่วิเคราะห์งานวิจัยกว่า 10 ปีพบว่า ครูจำนวนมากถูกผลักดันให้ใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนโดยที่ยังไม่มีทักษะหรืออุปกรณ์ที่จำเป็น ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในที่ทำงาน และสุขภาพกายสุขภาพจิตเสื่อมถอยในท้ายที่สุด

    ผลสำรวจพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของครูใช้เวลาอย่างน้อย 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อสร้างบทเรียนใหม่ ปรับเนื้อหาสำหรับระบบออนไลน์ และแก้ไขปัญหาเทคนิค นั่นคืองานนอกเวลา 20 ชั่วโมงที่ไม่มีใครจ่ายค่าตอบแทน

    4. ราคาที่ครูต้องจ่าย: ปวดหัว นอนไม่หลับ ความดันขึ้น

    สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ทางจิตใจ แต่กระทบร่างกายด้วย งานวิจัยพบว่าภาวะเครียดจากการเชื่อมต่อตลอดเวลาทำให้ครูหลายคนมีอาการ ปวดหัวเรื้อรัง นอนหลับไม่หลับ กล้ามเนื้อเกร็งตัว ปวดหลัง และความดันโลหิตสูง

    ผลสำรวจพบว่า 78% ของครูรู้สึกหมดแรงทั้งกายและใจเมื่อสิ้นวันทำงาน และความเครียดเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ครูตัดสินใจลาออกก่อนวัยอันควร

    ถ้าลองนำภาพนี้มาเทียบกับบริบทของครูไทย ซึ่งหลายคนยังต้องทำงานเอกสารจำนวนมาก ติดตามนักเรียนในกลุ่มไลน์ ตอบผู้ปกครองตอนดึก และเตรียมบทเรียนในวันหยุด ก็ไม่ยากเลยที่จะเห็นว่าปัญหานี้ ไม่ได้อยู่แค่ต่างประเทศ

    "ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเอง แต่อยู่ที่มันค่อย ๆ กัดเซาะขอบเขตที่เคยปกป้องเวลาส่วนตัวของครูเอาไว้" — Caroline Murphy, นักวิจัย มหาวิทยาลัย Limerick

    5. ทั่วโลกเริ่มออกกฎหมาย "สิทธิ์ปิดโทรศัพท์" แล้ว

    หลายประเทศเริ่มออกกฎหมายและนโยบายเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของพนักงานในการ "ไม่ตอบงานนอกเวลา" อย่างเป็นทางการ

    ฝรั่งเศส ออกกฎหมายแรงงานในปี 2016 ให้สิทธิ์พนักงานในการไม่รับโทรศัพท์หรืออ่านอีเมลงานในเวลาส่วนตัว โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการ "ปกป้องชั่วโมงพักผ่อน วันหยุด และชีวิตครอบครัวของพนักงาน"

    บริษัทโฟล์กสวาเกน ในเยอรมนี ปิดระบบส่งอีเมลภายในบริษัทหลังเลิกงานตั้งแต่ปี 2012 หลังจากพนักงานร้องเรียนว่าชีวิตงานกับชีวิตส่วนตัวกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

    ทิศทางของโลกชัดเจน: สิทธิ์ในการปิดโทรศัพท์กำลังกลายเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล

    แล้วเราทำอะไรได้บ้าง?

    1. ผู้บริหารต้องเป็นต้นแบบก่อน — ถ้าผู้อำนวยการยังส่งอีเมลถึงครูตอนดึก ครูก็จะรู้สึกว่าต้องตอบ โรงเรียนควรมีนโยบายชัดเจนว่า ยกเว้นเรื่องฉุกเฉิน ไม่ส่งเรื่องงานหลังเลิกงาน

    2. ให้ "สิทธิ์ปิดโทรศัพท์" อย่างเป็นทางการ — ประกาศให้ชัดเจนว่าครูมีสิทธิ์ไม่ตอบข้อความในเวลานอกงาน โดยไม่ต้องรู้สึกผิดและไม่มีผลทางลบต่อการประเมิน

    3. สำรวจความเป็นอยู่ที่ดีของครูอย่างสม่ำเสมอ — ทำแบบสอบถามเรื่อง work-life balance อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้ผู้บริหารเห็นภาพจริงและแก้ปัญหาได้ตรงจุด

    4. ลบอีเมลงานออกจากมือถือส่วนตัว — เช็คอีเมลงานเฉพาะในคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถ "ปิดคอมแล้วเดินออกมา" ได้อย่างแท้จริง

    5. ตั้งขอบเขตเวลาทำงานในปฏิทินให้ชัดเจน — บล็อคเวลาสำหรับงานไม่มีโครงสร้าง เช่น การตรวจงานหรือเตรียมบทเรียน และตั้งข้อความอัตโนมัติระบุว่าจะตอบกลับในเวลาทำการเท่านั้น

    เทคโนโลยีไม่ใช่ศัตรูของครู และไม่มีใครเรียกร้องให้โรงเรียนกลับไปใช้กระดานดำเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นคือ สังคมต้องยอมรับว่าครูก็คือมนุษย์ ที่ต้องการเวลาพักฟื้น เวลากับครอบครัว และความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตส่วนตัว

    ครูที่พักผ่อนเพียงพอ มีพลังงาน และมีความสุขในชีวิต ย่อมสอนได้ดีกว่าครูที่หมดแรงและอ่านอีเมลตอนตี 2 อย่างเทียบกันไม่ได้ การปกป้องสิทธิ์ครูในการ "วางมือจากงาน" คือการลงทุนที่ดีที่สุดในคุณภาพการศึกษา

    TaRangRian

    เขียนโดย ทีมงาน TaRangRian

    เราคือทีมพัฒนาระบบจัดตารางเรียนอัจฉริยะสำหรับสถานศึกษาไทย หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของท่าน

    คัดลอกลิงก์เรียบร้อยแล้ว